RX เปลี่ยนระบบ ERP สู่ SAP S/4HANA Cloud, private edition เสริมความคล่องตัวด้วยข้อมูลธุรกิจที่เชื่อถือได้ ตอบโจทย์สิทธิพิเศษ BOI

โดย NTT DATA Business Solutions Thailand

ธุรกิจด้านเภสัชกรรมถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีความซับซ้อนสูงและต้องมีการปรับตัวอยู่เสมอ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ยานั้นเป็นสินค้าที่มีความละเอียดอ่อนสูง อีกทั้งโรคภัยต่างๆ ก็มีวิวัฒนาการใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอด ทำให้การพัฒนายาใหม่ๆ ขึ้นมาตอบโจทย์ความต้องการของสังคมเป็นสิ่งที่จำเป็น

ในครั้งนี้ทีมงาน TechTalkThai ได้รับเกียรติสัมภาษณ์คุณชาญชัย  อุดมลาภธรรม ประธานบริหารของ บริษัท อาร์เอ็กซ์ จำกัด หรือ RX ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมยาของไทย และทิศทางในอนาคตของ RX ว่าจะปรับตัวเพื่อรับมือกับความผันผวนทั้งทางเศรษฐกิจและสุขภาพของผู้คนได้อย่างไร รวมถึงการตัดสินใจเปลี่ยนระบบ ERP ครั้งใหญ่มาสู่ SAP S/4HANA Cloud, private edition ของธุรกิจไทยที่มีอายุยาวนานมากกว่า 45 ปีอย่าง RX

รู้จักกับบริษัท อาร์เอ็กซ์ แมนูแฟคเจอริ่งจำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายยาคุณภาพดี เพิ่มคุณภาพชีวิตคนไทย

คุณชาญชัย อีกด้านหนึ่งเป็นเภสัชกรผู้ก่อตั้งบริษัท ได้เล่าถึงเส้นทางที่ผ่านมาของ RX ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2518 ในฐานะของตัวแทนผู้จัดจำหน่ายยาและอุปกรณ์การแพทย์ต่างประเทศ ที่ได้เติบโตอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท

อย่างไรก็ดี เมื่อธุรกิจของ RX ได้ดำเนินไปกว่า 20 ปี ทีมผู้บริหารของ RX ก็เริ่มมองหาช่องทางที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม นอกเหนือจากการทำธุรกิจในส่วนของการจัดจำหน่าย และเล็งเห็นว่าการมีโรงงานผลิตยาของตนเองจะตอบโจทย์ในหลายๆ ด้าน ทั้งในแง่ของการควบคุมต้นทุน และการคิดค้นพัฒนาสูตรยาใหม่ๆ เพื่อนำมาแข่งขันในตลาด ไปจนถึงการขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศ

เมื่อวิสัยทัศน์มีความชัดเจนแล้ว ทีมผู้บริหารของ RX ก็วางแผนสร้างโรงงานยาของตนเอง แต่ก็ต้องประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี 2540 เสียก่อน จนแผนการสร้างโรงงานต้องเลื่อนออกมาเรื่อยๆ จวบจนปี 2546 ทาง RX ก็มีความพร้อมและได้ก่อตั้งบริษัทลูกภายใต้ชื่อ RX Manufacturing ขึ้นมาเพื่อดำเนินธุรกิจโรงงานผลิตยาตามแผนที่ได้วางเอาไว้นับสิบปี โดยแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ให้ RX ยังคงดำเนินกิจการด้านการขายเหมือนเดิม ในขณะที่ RX Manufacturing จะรับหน้าที่ในการผลิตอย่างเดียว

โรงงานของ RX Manufacturing ได้เริ่มทำการผลิตยามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน โดยได้ผลิตยาหลากหลายชนิด หนึ่งในยาที่โดดเด่นมากของ RX นั้นก็คือยาแก้ท้องอืดภายใต้ยี่ห้อ air-X ที่ได้มีการคิดค้นสูตรขึ้นมาเองเพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น และจัดจำหน่ายผ่าน RX ทั้งในประเทศไทย และส่งออกไปยังต่างประเทศอีก 7-8 ประเทศทั่วภูมิภาค เป็นหลักฐานของความสำเร็จตามวิสัยทัศน์ของผู้บริหารได้เป็นอย่างดี

ในขณะเดียวกัน RX เองมีการจัดจำหน่ายสินค้ามากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีการแบ่งหมวดหมู่สินค้าออกเป็นดังนี้

  • ประเภทยา ได้แก่ ยาลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ, ยาปฎิชีวนะ, ยาคลายกล้ามเนื้อ, ยาลดน้ำตาลในเลือด และอื่นๆ
  • เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์: เตียงเข็นผู้ป่วย, เปลตัก, เครื่องช่วยหายใจ ,เครื่องกระตุกหัวใจ, รถพยาบาล, เครื่องมือตรวจรักษาผู้ป่วย, เครื่องมือจักษุกรรม และอื่นๆ
  • ผลิตภัณฑ์ Rapid test สำหรับการตรวจสอบ COVID19, HIV, Dengue และ โรคต่างๆ

ผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ RX ได้ที่ http://www.rx.co.th/

วิกฤติโรคระบาด เผชิญปัญหาจากความไม่แน่นอนของ Supply Chain ส่งผลกระทบต่อการผลิตยาหลายรายการ

ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งประเทศไทยและทั่วโลก ต้องเผชิญกับวิกฤติโรคระบาดนั้น ทาง RX เองก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย เพราะในช่วงแรกที่ COVID-19 เริ่มระบาด ผู้คนก็ไปโรงพยาบาลและร้านขายยากันน้อยลง จากความกลัวที่จะติดเชื้อ อีกทั้งการใส่หน้ากากและการงดการเดินทางเองก็ยังลดอัตราการเจ็บป่วยจากโรคติดต่ออื่นๆ ไปด้วยในตัว ทำให้ยอดขายยาลดลงไป 20-30% เลยทีเดียว

แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้ระยะหนึ่ง ผู้คนก็เริ่มกลับมาใช้ชีวิตตามปกติกันมากขึ้น และทำให้อาการเจ็บป่วยต่างๆ เริ่มกลับมา ทำให้ยากลับมาเป็นที่ต้องการของตลาดจนเริ่มผลิตยาไม่ทัน แต่ด้วยภาวะที่ Supplier ไม่สามารถส่งวัตถุดิบสำหรับการผลิตยาได้ทัน ก็ทำให้ RX ขาดวัตถุดิบในการผลิตยาสำเร็จรูป และต้องมองหา Supplier รายใหม่ Second source เพื่อจัดส่งวัตถุดิบให้ได้อย่างต่อเนื่อง

จนปัจจุบันนี้ ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตกันตามปกติแทบจะ 100% แล้ว ก็เริ่มมีการระบาดของไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา ก็ทำให้ความต้องการของยาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มียอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 40%

ต้องการความคล่องตัวในการทำธุรกิจ แต่ติดปัญหาโปรแกรม ERP เดิมไม่ตอบโจทย์

คุณชาญชัยได้เล่าถึงข้อสรุปจากผู้บริหารของ RX ที่เห็นตรงกันว่าท่ามกลางวิกฤติที่ผ่านมานี้ ได้ทำให้ RX มองเห็นถึงความสำคัญของความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการผลิต, การจัดการ Supplier, การขาย และอื่นๆ ที่ต้องปรับตัวอยู่ตลอด โดยเฉพาะในการผลิตยาที่ถ้าหากมีการเปลี่ยน Supplier แล้วก็ต้องมีกระบวนการทำValidationใหม่ควบคู่ไปกับการผลิตเพื่อขอขึ้นทะเบียนและรอจนได้รับการอนุญาตจากอย.ก่อนจึงจะทำการเปลี่ยนวัตถุดิบได้

ปัญหาเหล่านี้ท้าทายทีมผู้บริหารของ RX ทำอย่างไรให้ธุรกิจสามารถบริหารเวลาในการทำงานต่างๆ ให้ได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการมีข้อมูลสำหรับดำเนินธุรกิจที่เชื่อถือได้, เข้าถึงได้รวดเร็ว และวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น

แต่โจทย์นี้กลับแก้ไม่ง่าย เพราะระบบ ERPเดิมที่ใช้ อยู่ ซึ่งเป็นระบบ ERP แบบดั้งเดิม ติดตั้งบน Server และต้องเสียเวลา Implement ไป 2-3 ปี กว่าจะใช้งานมาใช้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถึงแม้ช่วงแรกระบบจะสามารถใช้งานได้ แต่เมื่อ RX เริ่มมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง Automation มาใช้ในโรงงานเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ อีกทั้งยังได้สิทธิ์พิเศษจาก BOI มาทำให้ต้องมีกระบวนการในการจัดเตรียมข้อมูลเพื่อจัดทำรายงานใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ทำให้การดำเนินธุรกิจมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ท้ายที่สุด ระบบ ERP ดังกล่าวก็ไม่สามารถตอบโจทย์ของ RX ได้อีกต่อไป แผนกบัญชีต้องมีการทำบัญชี BOI แยกอีกชุด ไม่สามารถจัดการด้วย ERP ได้ จึงต้องหันมาใช้ Microsoft Excel ในการจัดทำข้อมูลสำหรับ BOI โดยเฉพาะ ซึ่งการทำ BOI นี้ต้องดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 8 ปีเลยทีเดียว

ด้วยปัญหาเหล่านี้ ทีมผู้บริหารของ RX จึงพิจารณามองหาระบบ ERP ใหม่ที่จะสามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน และรองรับการเพิ่มขยายความสามารถหรือการจัดเก็บและจัดการข้อมูลใหม่ๆ เพิ่มเติมในอนาคต เพื่อให้การดำเนินธุรกิจของ RX เป็นไปได้อย่างไม่สะดุดติดขัดอีกต่อไป

เปลี่ยนระบบ ERP สู่ SAP S/4HANA, cloud private edition บริหารจัดการการผลิต, ค่าใช้จ่าย และการทำ BOI

ทีมผู้บริหารของ RX ใช้เวลากว่า 1 ปีในการศึกษาระบบ ERP ใหม่ และพบว่า SAP สามารถตอบโจทย์ของ RX ได้ดีทั้งในแง่ของระบบบัญชี และการจัดการเครื่องจักร ซึ่งจุดเด่นของ SAP S/4HANA ที่ทาง RX มองว่าเป็นประโยชน์อย่างมากนั้นก็ได้แก่

การบริหารต้นทุน: เนื่องจาก RX นั้นมีลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ การบริหารต้นทุนจึงมีความซับซ้อนสูง และด้วยยาแต่ละชนิดเองก็มีสูตรการผลิตที่หลากหลายแม้จะเป็นตัวยาเดียวกัน, การผลิตในแต่ละช่วงเวลาที่ไม่มีความแน่นอน, การเปลี่ยนแปลงของวัตถุดิบและหีบห่อ ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนอยู่ตลอด ซึ่ง SAP สามารถตอบโจทย์นี้ได้ดี

การทำบัญชีธุรกิจคู่กับบัญชี BOI: เดิมทีการปิดบัญชีนั้นใช้เวลาในการประมวลผลของระบบนาน ทำให้ต้องมีการหยุดระบบ ERP เป็นเวลาหนึ่งวันสำหรับการสร้างรายงานเพียงอย่างเดียว การเปลี่ยนมาใช้ SAP ก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพในส่วนนี้ได้

การควบคุมการผลิตและคุณภาพของยา: ยานั้นเป็นสินค้าที่แตกต่างจากสินค้าอื่นๆ เพราะมีการผลิตกันเป็น Batch/Lot และยังมีปัจจัยจากวันหมดอายุ รวมถึงต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของยา ดังนั้นการจัดการตั้งแต่การผลิตไปจนถึงคลังสินค้าจึงต้องรองรับในส่วนนี้ได้ และ SAP ก็สามารถทำได้เช่นกัน

การรองรับการเติบโตร่วมกันในอนาคต: การเลือกระบบ ERP ที่ดีนั้นควรจะต้องเลือกระบบที่สามารถเติบโตร่วมกันไปกับธุรกิจได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบ ERP ระหว่างทาง ซึ่ง SAP S/4HANA เองก็มีจุดเด่นทั้งในแง่ของความสามารถที่หลากหลาย, การปรับแต่งได้อย่างยืดหยุ่น ไปจนถึงการเพิ่มขยายประสิทธิภาพของระบบให้รองรับข้อมูลธุรกิจจำนวนมากขึ้นและกระบวนการที่ซับซ้อนขึ้นได้

ปัจจุบันนี้ RX Group ได้เริ่มทำการ Implement ระบบ SAP S/4 HANA Cloud, private edition สำหรับ RX Manufacturing ก่อนเพื่อจัดการการผลิตให้เป็นระบบ จากนั้นเมื่อระบบนิ่งแล้วก็มีแผนที่จะนำ SAP S/4HANA นี้มาใช้ในธุรกิจของ RX ด้วยเช่นกัน เพื่อให้การเชื่อมผสานข้อมูลระหว่าง 2 ธุรกิจเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ลดความผิดพลาดในการทำงาน เพิ่มความเร็วในการตัดสินใจทางธุรกิจ

เชื่อมั่นใน NDBS Thailand จากประสบการณ์การวางระบบ ERP ให้ธุรกิจเภสัชกรรมมาจนประสบความสำเร็จ

ในการคัดเลือก SAP Implementer นั้น ทาง RX ได้วางใจให้ NDBS Thailand เข้ามาช่วยวางระบบให้ เนื่องจากทาง NDBS เคยมีประสบการณ์ในการวางระบบ ERP ให้กับธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันมาก่อน และเมื่อสอบถามไปยังธุรกิจเหล่านั้นแล้ว ก็มีเสียงตอบรับที่ดีจากทั้งผู้บริหารและผู้ใช้งาน จึงมีความเชื่อมั่นที่จะร่วมงานกับ NDBS ในโครงการระบบ ERP ครั้งนี้

ทั้งนี้เมื่อได้ร่วมงานกันมาเป็นเวลา 2 เดือน ทีมงานของ RX ก็มองเห็นถึงความมุ่งมั่นจริงใจในการทำงานของทีมงาน NDBS ที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกันในระหว่างที่ทำการ Implement ระบบ และเชื่อว่าระบบจะสามารถ Go-Live ได้ตรงตามเป้าหมายที่กำหนด

แนะผู้บริหารอุตสาหกรรมยาทั่วไทย ไม่ควรเน้นการแข่งราคา แต่ควรมุ่งวิจัยพัฒนายาเพื่อ สร้างคุณค่าต่อสังคม

คุณชาญชัยได้กล่าวสรุปสำหรับการสัมภาษณ์พูดคุยครั้งนี้ ถึงแนวโน้มของธุรกิจยา ที่การพัฒนาต้องอาศัยการ R&D เป็นหลักเพื่อสร้างสินค้าหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ในขณะที่ก็ต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดต้นทุนให้สามารถแข่งขันไปได้ด้วยในเวลาเดียวกัน

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่จะมีบทบาทเป็นอย่างมากสำหรับการเติบโตของธุรกิจยานอกเหนือจาก ERP ที่ใช้บริหารจัดการภายในและบริหารจัดการ Supplier แล้วก็คือระบบ CRM หรือ Customer Relationship Management ที่จะเข้ามาบริหารจัดการด้านการขายและการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันในแต่ละรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะเป็นกุญแจสำคัญอีกส่วนที่จะทำให้สามารถบริหารจัดการทั้ง Value Chain ได้อย่างครบถ้วน

“การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ จะทำให้ประเทศได้ประโยชน์มากขึ้นทั้งในแง่เศรษฐกิจและสังคม ดีกว่าการแข่งราคาตัดราคากัน ที่นอกจากจะไม่สร้างผลดีอะไรให้กับอุตสาหกรรมแล้ว ก็ยังทำให้เสียโอกาสในการสร้างสิ่งใหม่และการแข่งขันกับต่างชาติไปอีกด้วย” คุณชาญชัยกล่าวทิ้งทาย

เกี่ยวกับ NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd.

บริษัท เอ็นทีที เดต้า บิสซิเนส โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) ภายใต้กลุ่ม บริษัท NTT DATA ผู้ให้บริการระบบ SAP และ Data Center ระดับโลก และเป็นผู้นำทางด้าน Digital Transformation และเป็นสมาชิก SAP Global Partner ที่พร้อมคำปรึกษา และบริการด้านการออกแบบ พัฒนา ติดตั้งโซลูชัน SAP Solution

และ IT Solution อื่น ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ สำหรับธุรกิจที่ต้องการปรึกษาด้านโซลูชั่น SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรให้ดีขึ้น

บริษัท เอ็นทีที เดต้า บิสซิเนส โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ ติดต่อได้ที่ โทร 02 237 05553 หรือติดตาม ได้ที่ email: marketing–solutions–[email protected] หรือ www.nttdata–solutions.com

About pawarit

Check Also

“CP All” บริษัทแม่ “7-Eleven” ปี 2566 ฟันกำไร 18,482 ล้านบาท โต 39.3% พร้อมแผนเพิ่ม 700 สาขาภายในปี 2567

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (CP ALL หรือ บริษัทฯ) ประกาศผลการดำเนินงานประจำปี 2566 รายได้รวม 921,187 ล้านบาท เพิ่มขึ้น …

แนะนำ SAP S/4HANA Cloud Public Edition: ทางเลือกใหม่ในการใช้ ERP ที่ครอบคลุมทุกความสามารถ ด้วยค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่คุ้มค่ายิ่งกว่าเดิม

แนวโน้มของการใช้ Cloud ERP แทนระบบ ERP แบบดั้งเดิมนั้นกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะในแง่ของธุรกิจองค์กรนั้นสามารถลดทั้งค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นโครงการ ERP, การดูแลรักษาระบบ IT Infrastructure ลงได้ อีกทั้งยังสามารถใช้ความสามารถใหม่ๆ บนระบบ ERP …